การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 70 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา บรรดาผู้นำโลกร่วมรับรองร่างเอกสารเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังปีพ.ศ.2558 (SDGs)

เป็นเอกสารที่มีชื่อว่า “เปลี่ยนแปลงโลกของเรา : วาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” สานต่อจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) เดิมให้บรรลุผลภายใน 15 ปีข้างหน้า หรือในปีพ.ศ.2573

ตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก หรือ โกลเบิล โกลส์ ประกอบด้วยจุดมุ่งหมาย 17 ข้อ มีเป้าหมาย 169 เรื่องใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความครอบคลุมทางสังคม และการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้มีภาระหน้าที่ในการกำจัดความหิวโหยและความยากจนแสนสาหัส ลดความไม่เท่าเทียม บรรลุความเท่าเทียมทางเพศ ตลอดจนลงมือต่อสู้กับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลกอย่างจริงจัง

สำหรับผู้นำในกลุ่มอาเซียน รวมถึงไทย ต่างขานรับและแถลงนโยบายส่งเสริม เป้าหมายดังกล่าวกันอย่างพร้อมเพรียง

นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่า จะปฏิบัติตามวาระพัฒนาหลังปี 2558 ให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนและครอบ คลุมทุกภาคส่วนในสังคมเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงประเทศกำลังพัฒนาสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2563 ของมาเลเซียมาอย่างยาวนาน

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน – ผู้นำเวียดนามทักทายบัน คีมุน

พร้อมระบุว่าสถานการณ์ความยากจนในมาเลเซียลดลงจากร้อยละ 49.3 ในปี 2513 เหลือ 0.6 ในปี 2557 ส่วนความยากจนแสนสาหัสถูกทำลายให้หมดสิ้นไปแล้ว

ภายในปีพ.ศ.2560 มาเลเซียมุ่งมั่นที่จะเพิ่มรายได้เฉลี่ยภาคครัวเรือนระดับล่างเป็นสองเท่า จากราว 25,000 บาทในปี 2557 เป็น 54,000 บาท ซึ่งจะทำให้ภาคครัวเรือนดังกล่าวขยับฐานะเป็นชนชั้นกลาง ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในภาคแรงงาน จะเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้นำมาเลเซียกล่าวแสดงความกังวลถึงสถานการณ์โดยรวมของโลกในปัจจุบันว่า การพัฒนาของโลกที่ไม่สมดุลทำให้ผู้คนราว 800 ล้านคนยังคงใช้ชีวิตอย่างยากจนและทุกข์ทรมานจากความหิวโหย หลายล้านคนยังทุกข์ทรมานเพราะเพศ อายุ ความพิการ ชาติพันธุ์ หรือทำเลทางภูมิศาสตร์ สิ่งเหล่านี้จะยังคงเป็นประเด็นหลักของวาระการพัฒนาหลังปี 2558 และจำเป็นต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

ในฐานะประธานอาเซียน นายนาจิบกล่าวถึงอาเซียนในที่ประชุมโต๊ะกลมระดับสูงของสหประชาชาติในกรอบความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีผู้นำ 20 ประเทศและนายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วม โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเป็นประธาน

นาจิบ ราซัก

นายนาจิบกล่าวว่า เมื่ออาเซียนกลายเป็นประชาคมอาเซียนในปลายปีนี้ ทั้งมาเลเซียและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ จะสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ความร่วมมือใต้-ใต้ได้มากกว่านี้ พร้อมกับที่มาเลเซียจะแบ่งปันประสบการณ์ต่อไปเพื่อที่จะช่วยให้ความร่วมมือใต้-ใต้แข็งแกร่งขึ้น ในฐานะที่เป็นกรอบความร่วมมือแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังสำหรับชาติกำลังพัฒนาทั้งหลาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2523 มาเลเซียดำเนินการช่วยเหลือประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าในหลายมิติ อาทิ การวางแผนทางเศรษฐกิจ การเงิน การทูต กระทั่งถึงปัจจุบันมาเลเซียสนับสนุนเงินราว 7,200 ล้านบาท แก่หลักสูตรความร่วมมือทางเทคนิคให้ประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วม 29,000 คนจาก 141 ประเทศ

ด้าน นายเจือง เติ๊น ซาง ประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันถึงภาระผูกพันของเวียดนามที่จะปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สำเร็จ (SDGs)

ในแถลงการผู้นำเวียดนามย้ำว่าวาระการพัฒนาปี 2573 แสดงวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ใหม่ สะท้อนความปรารถนาของมนุษยชาติที่จะอาศัยในโลกที่มีสันติภาพและความรุ่งโรจน์ วาระดังกล่าวสร้างกรอบและทิศทางให้ชาติทั้งหมดเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายที่มีร่วมกันอย่างร่วมมือร่วมใจกัน

ความพยายามของเวียดนามที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนปี 2554-2560 เป็นจริงนั้นยังรวมถึงการเร่งการรื้อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การรับประกันคุณภาพสังคม สงวนทรัพยากรธรรมชาติ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ในขณะเดียวกันอาเซียนและหุ้นส่วนยังมีข้อผูกพันในการพยายามร่วมกันที่จะรักษาและส่งเสริมให้สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคแข็งแกร่งขึ้น

ประธานาธิบดีซางยังแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาเกษตรกรรมและพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืน ในช่วงเวลาที่เวียดนามดำเนินการพัฒนาชนบทด้วยการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและรายได้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันเกือบจะร้อยละ 70 ของประชาชนเวียดนามที่อาศัยอยู่ ในชนบท ดังนั้นผู้นำเวียดนามจึงเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาร่างกลยุทธ์การพัฒนาชนบท ซึ่งนำทรัพยากรและงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดของชาวชนบทไปพิจารณาใคร่ครวญในการร่างยุทธศาสตร์ด้วย