การค้นพบสายพันธ์สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ได้เพิ่มขึ้นตลอดมา แต่มนุษย์กลับรู้จักใช้ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเหล่านี้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ทั้งมวล แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สิ่งมีชีวิตในโลกกำลังถูกคุกคามและจะสูญพันธุ์ไป เชื่อว่าจะมีสิ่งมีชีวิตกว่าครึ่งหนึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักด้วยซ้ำไป

คณะนักวิทยาศาสตร์ของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ลงพื้นที่ศึกษาระบบนิเวศวิทยาของประเทศในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอันประกอบไปด้วยไทย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และพื้นที่มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน อย่างต่อเนื่องนับจากปีพ.ศ.2551 เป็นต้นมา มีการค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ในเขตลุ่มน้ำโขงที่ได้รับการบันทึกทางวิทยาศาสตร์มากถึง 1,710 สายพันธุ์

กองทุนสัตว์ป่าโลกเปิดเผยรายงานล่าสุดจากการสำรวจ ค้นพบปี พ.ศ.2554 เน้นให้เห็นถึงสัตว์สายพันธุ์ใหม่ 10 สายพันธุ์ที่เพิ่งมีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ จากจำนวนพืช 82 พันธุ์ ปลา 13 พันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน 21 พันธุ์ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 5 พันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 5 พันธุ์ ในจำนวนสัตว์ 10 สายพันธุ์ที่โดดเด่นเป็นพิเศษในรายงาน ได้แก่

ค้างคาวจมูกท่อบีลเซอบับ (Murina beelzebub) ที่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเหมาะสมรวมอยู่ด้วย มันเป็นสัตว์ตัวเล็กจิ๋วแต่มีหน้าตาราวปีศาจ ที่พบได้เฉพาะในเวียดนาม ค้างคาวบีลเซอบับพึ่งพาป่าเขตร้อนในการดำรงชีวิต

A023-1

ปลาตีนสายพันธุ์ใหม่ (Clarias gracilentus) ที่ค้นพบในลำธารบนเกาะฟู ก๊วก (Phu Quoc) สามารถเคลื่อนที่ข้ามพื้นดิน โดยใช้ครีบอกเพื่อดันตัวให้ตรงขณะค่อยๆขยับตัวไปข้างหน้าด้วยวิธีการเคลื่อนที่คล้ายงู

A023-3

ปลาตัวจิ๋วเหลือบสี (Boraras naevus) ยาวเพียง 2 เซ็นติเมตร ที่มีการค้นพบทางภาคใต้ของประเทศไทยและตั้งชื่อตามจุดสีดำบนลำตัวสีทองของมัน (ซึ่งคำว่า naevus แปลว่าตำหนิ ในภาษาละติน)

A023-2

ปลา Bangana musaei เป็นปลาที่ตาบอดสนิท ตัวสีขาวมุกอมชมพูจากตระกูลปลาคาร์ป พบอยู่ในฝูงปลาที่จับจากแม่น้ำเซบั้งไฟ แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงบริเวณภาคกลางของประเทศลาว ซึ่งมีช่วง 7 กิโลเมตรที่ไหลผ่านน้ำพุหินปูนใต้ดิน อาศัยอยู่ในถ้ำ และได้รับการกำหนดให้เป็นปลาที่เสี่ยงสูญพันธุ์ทันที เพราะความที่มันต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด

A023-8

กบต้นไม้ “ก๋วง” (Quang) กบต้นไม้สายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบในป่าพื้นที่สูงในประเทศเวียดนาม มีเสียงร้องที่ซับซ้อนจนฟังดูเหมือนเสียงนกร้องมากกว่ากบทั่วไป นอกจากนี้ขณะที่กบตัวผู้ส่วนใหญ่จะร้องเสียงเดิมซ้ำไปมาเพื่อดึงดูดตัวเมีย แต่กบต้นไม้ “ก๋วง” (Quang) จะเปลี่ยน เสียงร้องต่างไปในแต่ละครั้ง ไม่มีเสียงไหนที่เหมือนเดิม และเสียงร้องแต่ละครั้งก็จะเป็นเสียงที่มีการผสมกันของเสียงกริ๊ก เสียงหวีด และเสียงเชี้ยบ เรียงกันเป็นเอกลักษณ์

A023-10

และเมื่อพูดถึงกบในตระกูลอึ่ง Leptobrachium ในจำนวนกว่า 20 สายพันธุ์ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ ดวงตาที่มีสีสันหลายหลาก

A023-5

กบ Theloderma Nebulosum

กบหยินหยาง (Leptobrachium leucops) ค้นพบในป่าดิบชื้นและป่าดิบเขาสูงในพื้นที่ภาคใต้ของเวียดนาม มีความแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นเพราะมีดวงตาสีขาวดำตัดกันชัดเจน

A023-4

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบสัตว์เลื้อยคลานจำพวกงูสายพันธุ์ใหม่อีกไล่เรียงมาอีก 21 สายพันธุ์ ซึ่งรวมถึง งูเขียว หางไหม้ตาทับทิม (Trimeresurus rubeus) ที่พบในป่าใกล้นครโฮจิมินห์ อัญมณีแห่งป่าเม็ดใหม่นี้ยังแพร่พันธุ์อยู่ตามแถบภูเขาเตี้ยๆทางใต้ของเวียดนาม และตามป่าตะวันออกบนที่ราบสูง Lang Bian ในเขตกัมพูชาด้วย

A023-6

งูเหลือมแคระไจก์ทิโย (Python kyaiktiyo) งูเหลือมหางสั้นได้รับการค้นพบบริเวณก้นลำธารในศูนย์สงวนพันธุ์สัตว์ไจก์ทิโย (Kyaiktiyo) ในประเทศพม่า แต่แม้ว่าจะมีการสำรวจซ้ำภายหลังกลับไม่พบตัวงูเหลือมแคระไจก์ทิโย(Python kyaiktiyo) ที่หายากนี้อีก ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับนิเวศวิทยา การกระจายพันธุ์หรือภัยคุกคามของสัตว์สายพันธุ์นี้จึงมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามงูเหลือมขนาด 1.5 เมตรนี้ น่าจะเผชิญภัยกับภัยคุกคามเช่นเดียวกับงูเหลือมพันธุ์อื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงการสูญเสียถิ่นอาศัยและการลักลอบล่าเอาเนื้อ หนัง และเพื่อขายเป็นสัตว์หายาก

A023-9

สำหรับนกพันธุ์ใหม่ที่พบ มีนกกลุ่มกินแมลงป่าฝนชนิดใหม่รวมอยู่ด้วย
นกน่งกั่ง (Nonggang Babbler) แตกต่างจากนกอื่นๆ ตรงที่ชอบเดินหากินบนพื้นดินมากกว่าที่จะบิน และจะบินก็ต่อเมื่อตกใจเท่านั้น พบในแถบป่าดงดิบเขตอุทยานธรรมชาติน่งกั่ง บริเวณจีนตอนใต้ ใกล้พรมแดนเวียดนาม

A023-11

ส่วนสัตว์พันธุ์ใหม่ดาวเด่นอื่นๆ ได้แก่
กบโคราชปากใหญ่ (Korat Big-Mouthed Frog) พบที่โคราชของไทย อาศัยอยู่ตามทางน้ำ ในปากมีเขี้ยวเอาไว้คอยกัดกินแมลงและนก

A023-12

กล้วยป่าพันธุ์ใหม่ “Coelogyne pachystachya” พบในมณฑลยูนนานฝั่งติดชายแดนพม่า

A023-7

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เปราะบางต่อการทำลายป่าอย่างยิ่ง ซึ่งในช่วงเพียงสี่ทศวรรษ ป่าในแถบลุ่มแม่น้ำโขงหายไปถึงร้อยละ 30 แล้ว ขณะนี้สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ทั้งๆ ที่มนุษย์เพิ่งค้นพบสัตว์พันธุ์ใหม่ แต่อีกไม่นานมันอาจสูญพันธุ์หมดไปทั้งพื้นที่ เพราะผลกระทบจากภาวะสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง และโครงการพัฒนาขนาดยักษ์ในลุ่มน้ำโขง สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจสามารถ “ปรับตัว” ให้อยู่รอดได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่บางชนิดก็ไม่สามารถปรับตัวได้และต้องล้มหายตายจากไป ดังนั้นเราอาจจะได้เห็นการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกค้นพบใหม่ในลุ่มน้ำโขงมีความเสี่ยงสูงมากเป็นพิเศษเนื่องจากพื้นที่ “ถิ่นที่อยู่อาศัย” จะลดลงอย่างมาก

โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะพึ่งพาอาศัยกันไม่มากก็น้อย ฉะนั้นหากการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกัน วิวัฒนาการดังกล่าวอาจทำให้พวกมันมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้นประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขงควรหันมาจับมือกันให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมือปัญหาโลกร้อนและออกข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องคุ้มครอง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงเอาไว้สืบไปจนถึงคนรุ่นหลัง