ดร.พบพร เศรษฐพฤกษา
สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 2 สุพรรณบุรี
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญของโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (http://www.unesco.org) ระบุไว้ว่าน้ำบาดาลมีปริมาณมากกว่า 95% ของปริมาณน้ำจืดทั้งหมดที่สามารถนำมาใช้ได้ 65% ของปริมาณน้ำบาดาลทั่วโลก ถูกนำไปใช้ในระบบชลประทาน 25% นำไปผลิตน้ำดื่ม และอีก 10% ใช้ในอุตสาหกรรม ชั้นน้ำบาดาลจำนวนมากมีลักษณะเป็นชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน (Transboundary Aquifers) ซึ่งต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรน้ำบาดาลในการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนแหล่งน้ำได้ ในอนาคต

การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ย่อมก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความต้องการทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลที่เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนเร้น ต้องใช้มาตรการและองค์ความรู้ที่เหมาะสมในการจัดการชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน (Transboundary Aquifers Management) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันทั้งในมุมของทรัพยากร และมุมมองด้านเศรษฐสังคม ต้องมีความพร้อมด้านบุคลากรและข้อมูลชั้นน้ำบาดาลของพื้นที่ การใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมปริมาณการใช้น้ำบาดาล การกำหนดปริมาณน้ำบาดาลที่สามารถสูบขึ้นมาใช้ได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการลดลงของระดับน้ำบาดาล หรือการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำโซนนิ่งของการใช้ที่ดิน ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการทำกิจกรรมใด ๆ ในบริเวณที่เป็นพื้นที่รับน้ำ พื้นที่ต้นน้ำ หรือบริเวณที่มีความอ่อนไหวต่อการปนเปื้อนชั้นน้ำบาดาล เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำบาดาลให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สืบไป

การจัดการชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน อาจดำเนินการในลักษณะของการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีชั้นน้ำบาดาลต่อเนื่องกัน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่ง UNESCO-IHP (2006) ได้จัดทำแผนที่ชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนในเอเชียไว้ดังรูปที่ 1 โดยอธิบายไว้ว่าทางตอนใต้ของพม่า มีชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนไทย-พม่า ที่มีลักษณะเป็นชั้นน้ำบาดาลในหินแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 53,000 ตารางกิโลเมตร และบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 220,000 ตารางกิโลเมตร ลักษณะเป็นชั้นน้ำบาดาลในตะกอนร่วน

bgr-1-01
รูปที่ 1 ชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนในเอเชีย (Transboundary Aquifers in Asia)
ที่มา: UNESCO-IHP (2006) อ้างโดย S. Puri and A. Aureli (2009)

นอกจากลักษณะของชั้นน้ำบาดาลแล้ว ควรทราบรูปแบบของชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ทิศทางการไหลของน้ำบาดาลบริเวณพรมแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำบาดาลกับน้ำผิวดิน พื้นที่เติมน้ำ (recharge area) พื้นที่สูญเสียน้ำ (discharge area) เชื่อมโยงไปถึงการใช้ที่ดินที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพน้ำบาดาล

โดยทั่วไปชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนมีรูปแบบดังรูปที่ 2

bgr-1-02

รูปที่ 2 รูปแบบชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน
ที่มา: http://www.inweb.gr

การจัดการชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นความท้าทายที่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ประกอบกับความรู้ความสามารถของบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เชื่อได้ว่าการจัดการชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนคงประสบความสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้

ในตอนต่อไป จะกล่าวถึงรายละเอียดของข้อมูลชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดนที่ต้องศึกษา สำรวจวิเคราะห์ และรวบรวม (Transboundary Aquifers Inventory) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการชั้นน้ำบาดาลข้ามพรมแดน และยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ซึ่งผู้เขียนจะพยายามเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป

เอกสารอ้างอิง

องค์การสหประชาชาติ. 2007. Database on Transboundary Aquifers. Available Source: http://www.inweb.gr, May 2, 2014.

          . 2013. UN General Assembly adopts resolution on the Law of Transboundary Aquifers. Available Source: http://www.unesco.org, May 2, 2014.

Ramasamy Jayakumar, Zaisheng Han, Ke Liu and Xiaoli Duan. 2009. Transboundary Aquifers of Asia. Proceedings of UNESCO Chair Workshop on International Strategy for Sustainable Groundwater Management, pp. 15-24.

S. Puri and A. Aureli. 2009. Atlas of Transboundary Aquifers. Printed by UNESCO.

19/05/2014